Social Icons

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เส้นทางสู่ความไม่มีโรค

เส้นทางสู่ความไม่มีโรค

เส้นทางสู่ความไม่มีโรค

 เส้นทางที่จะนำเราไปสู่ความไม่มีโรคนั้น จะว่าเป็นเรื่องยากก็ยาก จะว่าเป็นเรื่องง่ายก็ง่าย ที่จริงวิธีการนั้นง่ายๆ แต่การกระทำนั้นค่อนข้างยาก ที่ยากเพราะว่าเรามักจะเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งมักเป็นชีวิตที่ทำลายสุขภาพเสียมาก เราจึงปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้เป็นแบบใหม่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติดั้งเดิมได้ยากหน่อย
                แต่สิ่งที่ยากไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ มันยากเพราะเรายังไม่เคยชินมากกว่า เราจึงไม่อยากเปลี่ยนแปลงความเคยชินแบบเดิมๆ ของเราไปหาสิ่งใหม่ๆ ที่เราก็ไม่แน่ใจว่าจะดีกว่าชีวิตแบบเดิมๆ ของเราหรือไม่
                เราอาจต้องรอจนถึงวันหนึ่งที่ร่างกายของเราเตือนเราด้วยการเจ็บป่วยขึ้นมา เราจึงจะหาทางปรับเปลี่ยนชีวิตของเราเสียใหม่ สังเกตไหมครับว่า ชีวิตของคนเจ็บป่วยกับชีวิตของคนปกตินั้นต่างกันอย่างไร เราคงอยากมีชีวิตแบบปกติเหมือนเดิม แต่ชีวิตแบบเดิมๆ นั้นอาจเป็นต้นเหตุให้เราเกิดโรคในวันนี้ก็ได้ ถ้าเราไม่แก้ไขที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญ เราก็ไม่อาจมีสุขภาพที่ดีกลับคืนมาได้อีก
                โรคเรื้อรังที่ชาวโลกทั้งโลกกำลังเป็นกันอย่างมากมายเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภูมิแพ้ก็ตาม โรคเหล่านี้เป็นโรคที่ไม่มียารักษา มีแต่การใช้ยาบรรเทาอาการไปตลอดชีวิตเท่านั้น เราไม่อาจหายขาดจากโรคนี้ได้ด้วยยา
                โรคที่คุกคามชาวโลกวันนี้ สังเกตดูดีๆ จะพบว่ามันมีสาเหตุมาจาก “พฤติกรรม” ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อโรคเหมือนสมัยโบราณ แต่เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดธรรมชาติของคนเรา ทั้งด้านอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย การทำงาน และสิ่งแวดล้อมของสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่เอื้อให้เกิดภาวะสุขภาพดี แต่กลับเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดโรคภัยมากกว่า ที่ร้ายกว่านั้นคือเราไม่รู้ตัวว่าการใช้ชีวิตของเรา เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคขึ้นมา เราจึงไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุสำคัญ แต่แก้ไขที่ปลายเหตุเพื่อให้อาการทุเลาลง กลบเกลื่อนอาการต่างๆ ไว้ ทำให้โรคซุกซ่อนอยู่ภายในและแพร่ขยายตัวมากขึ้น เกิดเป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าเดิมขึ้นตามมาเป็นระลอกๆ
                เส้นทางที่จะนำเราไปสู่สุขภาพดีนั้นจึงมีเคล็ดลับสำคัญคือ การใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิธีบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดี ง่ายๆ 5 ขั้นตอน

วิธีบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดี ง่ายๆ 5 ขั้นตอน

วิธีบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดี ง่ายๆ 5 ขั้นตอน

1. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อผิวมากกว่าเครื่องสำอางใดๆ ดังนั้นเราจึงควรเลือกอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างถูกต้อง เช่น อาหารอุดมวิตามินเอ เช่น นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ตับ ฟักทอง แคร์รอต ผักบุ้ง ตำลึง อาหารพวกนี้นอกจากจะช่วยทำให้ผิวสวยแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย
อาหารอุดมด้วยวิตามินบี เช่น เนื้อปลา เป็ด ไก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ
อาหารอุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผักผลไม้ทั้งหลาย วิตามินซีในผักผลไม้จะช่วยทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
อาหารอุดมด้วยวิตามินอี เช่น จมูกข้าวสาลี ธัญพืชต่างๆ วิตามินอีจะช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน ป้องกันแผลเป็น
น้ำมันปลา ซึ่งมีกรดไขมันโอเมกา-3 จะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูมีสุขภาพดี
ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

2. ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ
แม้อารมณ์จะมีความสำคัญโดยอ้อมกับผิวพรรณ แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะถ้าอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่ายจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ดี ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้สุขภาพผิวแย่ไปด้วย

3. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยทำให้ใบหน้าดูสดใสเต่งตึง เนื่องจากผิวได้รับการซ่อมแซมในระหว่างหลับอย่างเต็มที่ การพักผ่อนในที่นี้ยังรวมถึงการผ่อนคลายในรูปแบบต่างๆ ด้วย เช่น การเล่นโยคะ บริหาร่างกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เป็นต้น

4. ออกกำบังกาย
การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้โลหิตนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับถ่ายพิษหรือของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อได้ ผิวพรรณจึงดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด

5. ดูแลความสะอาดของผิวพรรณ
เป็นวิธีช่วยเพิ่มเสน่ห์ของผิวพรรณได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้ผิวสดชื่นปลอดจากเชื้อโรคหรือเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง การอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) จะช่วยทำความสะอาดผิวหนังได้ดีมาก และยังกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่หากอาบน้ำอุ่นจัดเป็นเวลานานเกินไปอาจทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย สำหรับสบู่ที่ใช้ทำความสะอาดผิวควรมีค่า pH5 หรือน้อยกว่านั้นและควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำชนิดโฟม เพราะทั้งสบู่ที่มีฤทธิ์แรงและโฟมจะทำลายไขมันตามธรรมชาติที่เคลือบอยู่บนผิว ทำให้ผิวแห้ง หลังอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิวให้ทั่วตัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว


“สุขภาพดี” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 11 ประการ

“สุขภาพดี” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 11 ประการ

“สุขภาพดี” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 11 ประการ

การจะไปสู่จุดหมายที่คาดหวังไว้นั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเริ่มต้นอย่างถูกต้อง และถูกวิธี เพื่อจะนำเราไปสู่เส้นทางที่ตั้งเป้าหมายไว้ เรื่องของสุขภาพก็เช่นเดียวกัน หากต้องการมีสุขภาพดีก็ต้องเริ่มต้นอย่างถูกวิธี วันนี้ทีมงาน Life & Family มีเคล็ดลับ 11 ประการเพื่อการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีจากโรงพยาบาลเปาโลฯ มาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามได้เลยครับ
       
1.คัดสรรสิ่งดีๆ เข้าบ้าน 
เริ่มต้นสุขภาพดีง่ายๆ ด้วยการเลือกซื้ออาหาร ขนม ผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายไว้ให้ทุกคนในบ้านได้รับประทานกัน เพราะอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ว่าครอบครัวจะได้รับคุณค่าจากอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ
       
2.ดื่มน้ำให้มากขึ้น 
ตามมาด้วยการดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
       
3.กินอาหารให้ครบทุกสิ่ง (ที่ธรรมชาติมี) 
การรับประทานอาหารให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมีนั้น หมายถึง การรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวผักคะน้า สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการรับประทานเฉพาะสิ่งที่ชอบเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณได้อีกด้วย
       
4.กินอาหารที่มีประโยชน์
ควรเลือกรับประทานปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ ปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดี และย่อยง่าย เป็นอาหารที่หาง่ายและเหมาะกับทุกคนในครอบครัว
       
5.ดื่มนมให้เหมาะสมกับวัย 
กรดื่มนม นมช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เด็กควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ผู้ใหญ่ควรดื่มนมพร่องมันเนย วันละ 1-2 แก้ว เพราะนมคือสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย
       
6.เลือกกินให้เป็น
การกินอยู่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารที่มีไขมัน และอาหารประเภททอด ผัด หรือแกงกะทิแต่พอควร รวมไปถึงอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ย่าง (ที่ไม่ไหม้เกรียม) ด้วย
       
7.พอประมาณหวานและเค็ม 
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีรสหวานมาก เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด รสเค็มจัดก็เช่นกัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น
       
8.งดเหล้าต่ออายุ
ควรงดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคตับแข็ง โรคมะเร็งในหลอดอาหาร และโรคร้ายอีกมาก

9.ใส่ใจน้ำหนักตัว
การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากความอ้วน
       
10.พักผ่อนให้เพียงพอ
รู้จักบริหารจัดการกับความวิตกกังวล และพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนมีความสำคัญมากกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายคนเรา เพราะเมื่อได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ร่างกายก็จะมีความสดชื่น พร้อมสำหรับการทำงาน สมองมีความปลอดโปร่ง ก็จะสามารถคิดตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดี
       
11.ให้เวลาดีๆ กับตัวเอง
ในยุคที่รายล้อมไปด้วยความกดดัน และความวุ่นวายต่างๆ เราควรหาช่วงเวลาดีๆ ในการหยุดพักความวุ่นวายจากภารกิจประจำวัน หยุดพักชีวิตจากเทคโนโลยี และลองมองกลับเข้าหาธรรมชาติรอบๆ ตัวกันดูบ้าง เช่น การนั่งพักผ่อนกับพื้นหญ้า เดินบนพื้นดินด้วยเท้าเปล่าในสถานที่อากาศถ่ายเทดี อย่างเช่น สวนสาธารณะยามเช้า หยุดคิดเรื่องของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนทั้งกายและใจอย่างแท้จริง
       
       นับเป็นเทคนิคที่ผู้อ่านหลายๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้ว แต่หากต้องการมีสุขภาพที่ดี ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ดูแลตัวเองในทุกๆ ด้านอย่างครบถ้วนทั้งการบริโภค การพักผ่อน การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพ และใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดี สำหรับผู้อ่านท่านใดพอจะมีเทคนิคง่ายๆ ในการดูแลตัวเองที่เห็นควรแก่การแบ่งปัน ทีมงานยินดีน้อมรับด้วยความขอบคุณครับ



20 วิธีการรักษาสุขภาพ

20 วิธีการรักษาสุขภาพ

20 วิธีการรักษาสุขภาพ

1. การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณได้งีบทุกวัน วันละ 15 นาที Dr.Bill Anthony
of Boston University กล่าวว่า การงีบจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพและสมาธิในการทำงาน

2. ทานกล้วยวันละ 2 ใบ ลดความเสี่ยงในการเกิด stroke ลงได้ 20% (stroke
คือ อาการขาดเลือดเลี้ยงสมองหรือหัวใจอย่างเฉียบพลันเพราะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน)

3. ทาน chocolate 3 ชิ้นต่อเดือน อายุยืนขึ้น 1 ปี เพราะ chocolate
แสดงออกถึงประสิทธิภาพในการลด LDL Cholesteral

4. กวาดใบไม้ที่บ้านด้วยตัวคุณเอง เผาผลาญพลังงานไป 420 kj ทุกๆ 20 นาที
นั่นเท่ากับการออกวิ่ง 1500 m

5. ล้างจานด้วยมือแทนที่จะเป็นเครื่องล้างจานเผาผลาญพลังงานได้เพิ่มขึ้น
เฉลี่ย 395 kilojoules /วัน หรือเท่ากับ 4.5 kg ตลอดระยะเวลา 1 ปี

6. เปลี่ยนไส้แซนวิชของคุณ จาก ham มาเป็น tuna อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจได้ 25%

7. จูบลาแฟนคุณทุกเช้า และทักเธอทันทีเมื่อถึงบ้าน
ทำชีวิตสมรสคุณให้ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ Dr.Dave M. Davis, Director of
the Piedmont Psychiatric Clinic in Atlanta in U.S. กล่าวว่า
ผมเห็นคนไข้หลายคนที่มีความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลา
สั้นๆ หลังจากที่ได้ทำตามคำแนะนำง่ายๆ นี้

8. ลดการทำงานลงวันละ 1 ชั่วโมง ชะลอการตายของคุณออกไป
จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่าผู้ชายที่ทำงานมากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวัน
มีโอกาสหัวใจวายมากกว่าคนปกติที่ทำงานถึง 9 ถึง 11 ชั่วโมงต่อวัน ถึง 2.5 เท่า

9. เดินไปส่งเอกสารให้เพื่อนร่วมงาน แทนการส่ง e-mail ลดน้ำหนักลงได้ 0.5 kg ต่อปี

10. เริ่มเก็บเงินวันละ 100 บาท เพื่อใช้ตอนที่คุณเลิกทำงาน เมื่อผ่านไป 20 ปี 
คุณจะมีเงินเก็บทั้งสิ้น 3,740,000 บาท (สมมติได้ผลตอบแทน 15 % ต่อปี)

11. ดื่ม wine แดงที่มาจาก Chile แทนที่จะเป็นฝรั่งเศส
ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง - Chilean Cabernet และ Sauvignon
มีสารที่มีประโยชน์ เช่น flavomoids, antioxidants
(ลดการเกิดมะเร็งโดยการลดอนุมูลอิสระ) มากกว่าใน wine ของฝรั่งเศสถึง 38%
รักษาไข้ให้หายเร็วที่สุด ตัดโอกาสที่คุณจะป่วยไข้ลงมากถึง 90%

12. หลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก ให้ทานวิตามิน C ลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดลง 50%

13. ทานอาหารเช้าทุกวัน ลดน้ำหนักได้ทันที Franca Alphin จาก Duke
University Diet and Fitness Centre in the US กล่าวว่า
ทั่วไปแล้วผู้ชายที่เว้นทานอาหารเช้าจะทานอาหารมากกว่านั้นในช่วงต่อมา
และมักจะเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและ kilojules

14. ดื่มน้ำเย็นวันละ 4.5 ลิตร ทุกวัน ลดน้ำหนักลงได้ 0.5 kg. ทุกๆ 4
สัปดาห์ทั้งนี้ เนื่องจากร่างกายของคุณจะใช้พลังงาน 516 kilojules
ในการทำให้น้ำดื่มอุณหภูมิเป็น 22.7c เมื่อคุณดื่มเข้าไป

15. เหยียดขา (hamstring) ของคุณออกไปเต็มที่ค้าไว้ 30 วินาที วันละ 5 ครั้ง
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงความสามารถในการยืดหยุ่นของคุณอีก 37%

16. บ้วนปากทันทีทุกครั้ง หลังทานอาหาร ลด bacteria ในช่องปากลงได้ 30%
และที่สำคัญที่สุด คือ ช่วยลดความเสี่ยงของฟันผุ

17. ทาน apple วันละ 2 ลูก ลด 4.5 kg ได้ภายใน 1 ปี เส้นใยอาหารใน apple
ช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยการช่วยขัดขวางการย่อยไขมันและโปรตีนในร่างกาย

18. ทำความสะอาดอ่างล้างจานของคุณทุกๆ 2 วัน กำจัด E.coli และ samonella
bacteria จากสถานที่ที่มันชอบซ่อนตัวอยู่เป็นประจำ

19. เปลี่ยนแปลงจากเนยมาทาน low fat magerine แทนการลดปริมาณ cholesteral
(LDL cholesteral เป็นชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) ที่ร่างกายคุณจะได้รับ

20. ดื่มเบียร์ประเภท stout แทนการดื่มประเภท soft drink เมื่อคุณทาน
berger ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง เบียร์จะเป็นตัวป้องกันคุณจาก carcinogens
ที่มีอยู่ในเนื้อย่างสุก Good luck & Good Health !!!

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลดการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด

ลดการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด

ลดการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด

 เนื้อสัตว์ทุกชนิดมีสารพิษมากกว่าพืช ควรกินให้น้อยลงเท่าที่จะทำได้ เมื่อเทียบกันตรงๆ เนื้อสัตว์จะมีพิษมากกว่า เพราะการเกิดสัตว์ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดแบบธรรมชาติ แต่เป็นสัตว์ที่สร้างมาเพื่อให้เรากินโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องสร้างเนื้อสัตว์นั้นๆ ให้โตเร็ว การให้อาหารที่มีสารเคมีจำนวนมาก การฉีดยาป้องกันโรคระบาด การฉีดฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต เร่งเนื้อแดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีในสัตว์โลกสมัยโบราณ
                เนื้อสัตว์ที่เรากินจึงเต็มไปด้วยสารเคมีจำนวนมาก เมื่อเรากินเนื้อเข้าไปเราจะได้รับสารเคมีเหล่านั้นเข้าไปด้วย ร่างกายต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้จัดการขับสารพิษออกไป ถ้ามีจำนวนน้อยๆ ร่างกายก็ขจัดออกได้ แต่ถ้าเรากินเป็นประจำ ร่างกายจะสูสารพิษไม่ไหว ขจัดออกไปได้บางส่วน ส่วนที่เหลือจะสะสมซึกซ่อนไว้ในร่างกาย เมื่อสะสมมากพอก็จะทำร้ายร่างกายจนแสดงอาการเจ็บป่วยออกมาให้เราเห็น
                ดังนั้นการลดการกินเนื้อสัตว์ลง รวมทั้งผลิตผลที่มาจากสัตว์ เช่น นมและไข่ จะช่วยลดการรับสารพิษเข้าสู่ร่างกายลง ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยในการขับพิษมากนัก สุขภาพของเราจึงจะแข็งแรง


เลือกทานอาหารสดใหม่เสมอ

เลือกทานอาหารสดใหม่เสมอ

เลือกทานอาหารสดใหม่เสมอ

 อาหารมีคุณค่ามากที่สุดก็ตอนที่มันยังสดอยู่ เรียกว่าเป็นอาหารที่มีชีวิต คนและพืชผักล้วนมีพลังชีวิตอยู่ในตัวเองทั้งนั้น เรากินผักสดเราจะได้พลังชีวิตของผักมาเพิ่มพลังชีวิตของเรา แต่ถ้าเรากินผักที่เก่าหรืออาหารที่ทิ้งค้างมานานแล้วพลังชีวิตจะลดน้อยลงตามเวลา และในที่สุดก็หมดไป เราจะไม่ได้พลังชีวิตจากอาหาร คงได้เพียงสารอาหารที่มีคุณค่าน้อยลงเรื่อยๆ ตามการเวลาเช่นกัน
                ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารสดใหม่ ถ้าเป็นอาหารปรุงสุกก็ต้องรีบกินทันทีหลังการปรุงเสร็จ จะได้สารอาหารมากกว่ารอไปกินอีกวันรุ่งขึ้น ซึ่งสารอาหารจะสลายคุณค่าลงไป และขณะเดียวกันจะเกิดสารพิษเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ อาหารค้างคืนจึงไม่ควรกินเลย เพราะอาจได้รับสารพิษมากกว่าประโยชน์จากอาหาร
                อาหารกล่องก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นอาหารที่ตายแล้ว ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรกินอาหารกล่องที่แพ็คขายกันตามห้างสรรพสนค้าทั่วไป อาหารกล่องถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับสังคมที่เร่งรีบ ซึ่งเป็นสังคมที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี เราต้องทำชีวิตของเราไม่ให้เร่งรีบจนเกินไป เราจะได้ไม่ต้องกินอาหารกล่องแบบนั้น


กินอาหาร ให้เหมาะกับการออกกำลังกาย

กินอาหาร ให้เหมาะกับการออกกำลังกาย

กินอาหาร ให้เหมาะกับการออกกำลังกาย

พลังกายหรือพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น ร่างกายของนักกีฬาจะดึงพลังงานออกมาใช้ ได้ ขึ้นอยู่กับการออกกำลังกายหรือกีฬาที่เล่น พลังงานที่ใช้ก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทของกีฬา

การออกกำลังกายประเภท ยกน้ำหนัก ขว้างจักร วิ่ง - ว่ายน้ำ 100 เมตร เป็นการใช้พลังงานเร่งด่วนและ ระยะสั้น แหล่งพลังงานจะมาจากสารอาหารที่อยู่ในกระแสเลือด และใช้พลังงานที่ได้จากการหด - คลายของกล้ามเนื้อ ทำให้นักกีฬาเกิดอาการเมื่อยล้า เป็นลมได้ ถ้าหากมีการออกกำลังกายต่อ เพราะที่กล้ามเนื้อมีสารอาหารที่เรียกว่า ไกลโคเจน (Glycogen) สะสมไว้ไม่เพียงพอแก่การดึงมาใช้งาน

ส่วนการใช้พลังงานที่ติดต่อกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 20 นาที เช่น เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส ตีปิงปอง เล่นวอลเล่ย์บอล ฯลฯ ก็จำเป็นต้องมีการสะสมพลังงานสำรองไว้ที่กล้ามเนื้อให้เต็มที่ จากนั้นจะใช้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเป็นแหล่งพลังงานต่อถ้าไม่พอ จึงอดนึกถึงกลุ่มที่ออกกำลังกายเพื่อ ลดน้ำหนักไม่ได้ กลุ่มนี้ถ้าต้องการลดน้ำหนักจริง ๆ ต้องจำกัดอาหารและออกกำลังกายติดต่อกันไม่น้อยกว่า 20 นาที จุดมุ่งหมายเพื่อนำไขมันที่สะสมมาใช้นั่นเอง


อาหารอย่างไรที่เหมาะสมกับชีวิต

อาหารอย่างไรที่เหมาะสมกับชีวิต

อาหารอย่างไรที่เหมาะสมกับชีวิต

   คำว่าอาหารสุขภาพนั้นมีมานานแล้ว มีมาทุกยุค แนวความคิดเรื่องอาหารสุขภาพได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตามความเชื่อของสังคมแต่ละสังคม ดังนั้นสูตรอาหารธรรมชาติจึงมีมากมาย จนทำให้เราสับสนว่าอะไรคือ อาหารสุขภาพกันแน่
                ในประเทศไทยเมื่อร้อยปีที่แล้ว อาหารสุขภาพของเราคือ ข้าวและพืชผักผลไม้ตามบ้าน ต่อมาอาหารสุขภาพกลายเป็นอาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ เพื่อสร้างความโตใหญ่ของร่างกายตามแบบชาวตะวันตก และความเชื่อเรื่องอาหาร เนื้อ นม ไข่ ก็ยังมีอยู่มาตลอดจนถึงวันนี้ แต่ในรอบ 5 – 10 ปีมานี้แนวคิดเรื่องอาหารสุขภาพของไทยเริ่มมีคนพูดถึงการลดเนื้อสัตว์ลง และเน้นอาหารจำพวกพืชผักผลไม้และข้าวกล้องกันมากขึ้น อาหารสุขภาพในยุคนี้จึงกลับไปคล้ายอาหารยุคร้อยปีที่แล้วอีกครั้ง
                ในต่างประเทศก็มีกระแสอาหารสุขภาพแบบนี้เช่นกัน คนเริ่มสนใจอาหารธรรมชาติกันมากขึ้น ลดอาหารเนื้อ นม ไข่ ซึ่งเป็นอย่างนี้มากขึ้นทึกที จนถ้าพูดถึงอาหารสุขภาพในวันนี้ก็จะหมายถึง อาหารจำพวกพืชผักผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์
                ที่จริงอาหารทุกชนิดมีข้อดีและข้อด้อยต่างกันไป ไม่มีอาหารที่วิเศษสุดที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่การพิจารณาเรียกอาหารใดว่าเป็นอาหารสุขภาพนั้น จะใช้หลักการที่ทุกคนยอมรับได้ นั่นคืออาหารสุขภาพคืออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีสารพิษหรือสิ่งปนเปื้อน เรียกว่าเป็นอาหารที่สะอาด มีคุณค่าครบหมู่ตามที่ร่างกายต้องการ แบบนี้เป็นลักษณะของอาหารที่ดี
                การสร้างสุขภาพด้วยธรรมชาตินั้น ยังมีหลักพิจารณาในเรื่องของความเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย ในเรื่องของความสดของอาหาร ชนิดของอาหารที่เหมาะสมกับฤดูกาล และยังรวมถึงวิธีกินอาหารให้ได้ประโยชน์สูงสุดอีกด้วย
                เนื่องจากอาหารสุขภาพนั้นยังมีข้อถกเถียงกันมากอยู่ มีสูตรอาหารมากมายดังนั้นผมจึงขอเสนอแนะเป็นเพียงหลักการกว้างๆ ไม่ลงในรายละเอียดนะครับ อาหารที่เราควรกินมีลักษณะดังนี้
                อาหารมีสารพิษน้อย
                ข้าวกล้องหรือข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยครั้ง
                ลดการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด
                กินอาหารตามท้องถิ่นและฤดูกาล
                อาหารสดใหม่
                ลดของหวาน


เราจะสร้างสุขภาพให้ดีขึ้นได้อย่างไร

เราจะสร้างสุขภาพให้ดีขึ้นได้อย่างไร

เราจะสร้างสุขภาพให้ดีขึ้นได้อย่างไร

   นี่เป็นคำถามที่ตอบง่ายมาก เพราะเราต้องมี “ความรู้” เราจึงจะสามารถช่วยตนเองให้แข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นได้ ถ้าปราศจากความรู้ทุกอย่างก็มืดมน แต่ความรู้นั้นเป็นเพียงแผนที่นำทาง เราอยากไปให้ถึงจุดหมายเราต้องก้าวเดินออกไปตามแผนที่ ก้าวไปด้วยขาของเราเอง ไม่มีใครมาก้าวเดินแทนเราได้ สุขภาพเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลจริงๆ สุขภาพจึงต้องสร้างด้วยตัวเราเองเท่านั้น
        ความรู้ในการสร้างสุขภาพที่ดีมีมากมายหลายศาสตร์หลายสูตร หลายความคิด หลากความเชื่อ แล้วแต่ใครเชื่อแนวไหนก็เดินไปตามแนวทางนั้น แต่ที่ผมจะมาแนะนำทางเดินไหนมาให้เรานั้น ผมจะพาเดินไปในทิศทางที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ คือ 4 เส้นทางหลักดังที่กล่าวมาแล้ว


วิธีการสร้างสุขภาพร่างกาย

วิธีการสร้างสุขภาพร่างกาย

วิธีการสร้างสุขภาพร่างกาย

ร่างกายเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้และดูแลรักษาได้อย่างง่านดาย จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ดูว่าจะทำได้ง่ายที่สุด ผิดกับการดูแลทางด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ยากจึงแก้ไขได้ยากกว่า ส่วนปัจจัยทางด้านสังคมสิ่งแวดล้อมนั้นดูเหมือนจะอยู่ไกลตัวออกไป แต่จริงๆ แล้วมีผลต่อสุขภาพของเรามากเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเราจะต้องดูแลให้ครบทั้ง 4 ด้านอย่างเป็นองค์รวมอยู่ดี
       การสร้างสุขภาพทางร่างกายนั้นมีหลากหลายวิธีเช่นกัน ในคราวนี้ผมจะคัดเลือกวิธีสำคัญๆ ที่ใช้กันมานานและเป็นวิธีหลักๆ ที่เราควรพิจารณาเป็นพิเศษมาให้พวกเราปฏิบัตินะครับ


ลดรับประทานของหวานให้น้อยลง

ลดรับประทานของหวานให้น้อยลง

ลดรับประทานของหวานให้น้อยลง             

 ขนมหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เหล่านี้เป็นต้น ของหวานเหล่านี้มีน้ำตาลมาก เราใช้น้ำตาลทรายขาวที่ผลิตในทางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารเคมีในการฟอกขาว สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายเรามากขึ้น ในขณะที่น้ำตาลให้ความหวานหรือกลูโคสชนิดออกฤทธิ์เร็ว ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นโดยเร็วเมื่อกินน้ำตาลเจ้าไป แต่จะรู้สึกอ่อนเพลียตามมาได้ในระยะต่อไป ตับอ่อนต้องทำงานมากขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในร่างกายมาก เพราะตับอ่อนจะต้องหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่เสมอ เมื่อใช้งานหนักเกินไปตับอ่อนจะอ่อนแอ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเกิดเป็นโรคเบาหวานให้เราเห็น

                ถ้าเราไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ แต่ใช้ยาในการควบคุมน้ำตาลอย่างเดียว และยังคงกินน้ำตาลต่อไป โรคจะไม่หายและตับอ่อนจะยิ่งเสียการทำงานไปมากขึ้น ต่อไปก็จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

                เราจึงควรลดน้ำตาลด้วยการไม่กินเข้าไปให้มาก แทนที่จะให้ยาไปลดน้ำตาลภายในร่างกาย เพราะฉะนั้นต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม นั่นคือแนวทางธรรมชาติบำบัด



วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เตือนสาวสวยอยากสวยเล็บปลอมพิษภัยเยอะ

เตือนสาวสวยอยากสวยเล็บปลอมพิษภัยเยอะ


เตือนสาวสวยอยากสวยเล็บปลอมพิษภัยเยอะ

สาวรักสวยที่นิยมต่อเล็บปลอม เพื่อความเด่นตรงปลายนิ้วมีอันต้องผงะ เพราะผลการตรวจจากห้องแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุขพบว่า จากการตรวจกาวที่ใช้ติดจำนวน  23 ตัวอย่าง พบสารเคมีอันตรายชนิด เอธิล ทู ไซยา โนอะคริเลต ถึง 21 ตัวอย่าง ซึ่งมีปริมาณถึงร้อยละ 0.22 – 99 ในส่วนผสมเลยทีเดียว หากใช้แบบไม่ระมัดระวังโดยไม่มีเครื่องป้องกันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุตา ระบบทางเดินหายใจและเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้
                มีคำเตือนจาก นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่า การต่อเล็บปลอมที่นิยมในประเทศไทยในขณะนี้ มีอยู่ด้วยด้วยกัน 2 ชนิค คือ 1.เล็บปลอมที่ทำขึ้นจากสารเคมี ไม่มีลวดลาย  ต้องทำที่ร้านทำเล็บ โดยผู้ที่ผ่านการอบรมในการเขียนรูป การขึ้นรูปซึ่งจะมีราคาแพง ชนิดที่ 2 คือ เล็บปลอมที่ทำจากพลาสติก ส่วนใหญ่จะมีลวดลายอยู่แล้วราคาไม่แพงสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป และชนิดนี้มักเป็นที่นิยมของสาวๆ เพราะสามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงการนำเล็บปลอมมาติดกับเล็บจริง โดยใช้กาวเป็นตัวเชื่อมติด
                การใช้กาวติดด้วยตนเองแบบไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีเครื่องป้องกัน เช่น ถุงมือผ้าปิดจมูก หมอชี้ว่าอาจเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ เนื่องจากกาวที่ใช้เชื่อมติดเป็นชนิด เอธิล ทู ไซยาโนอะคริเลต เป็นสารที่ใช้ยึดติดแบบแห้งเร็ว หรือรู้จักกันในชื่อ ซูเปอร์กลู เป็นส่วนประกอบหลัก  ซึ่งอาจทำผู้สัมผัสสารนี้เกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อสารเคมีและไอระเหย และยังทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาและทางเดินหายใจ หากแพ้มากๆอาจมีอาการช็อกร่วมด้วย
                อย่างไรก็ตาม  สารเคมีเมื่อมีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์  ขึ้นอยู่กับว่าตัวผู้ใช้เองรู้เท่าทันวิธีการใช้อย่างไรให้ปลอดภัย หากใช้ไม่ถูกวิธีสารเคมีและโรคร้ายสารพัดจะตามมาหลอกหลอนคุณอย่างคาดไม่ถึง
สวยแบบไหนปลอดภัยไรกังวล
            สำหรับข้อควรระมัดระวังในการติดเล็บปลอมไม่ว่าจะทำเองที่บ้านหรือที่ร้าน  หมอแนะนำสิ่งแรกต้องคำนึงถึง ความสะอาด การหมักหมม ของสิ่งสกปรกและเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเล็บปลอมที่หลุดออกแล้วนำมาติดทับใหม่  โดยไม่ทำความสะอาด   เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอาจเจริญเติบโตระหว่างชั้นเล็บทำให้ผิวหนังอักเสบได้
                ดังนั้นผู้ให้บริการควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์เป็นประจำ  จะเป็นการช่วยป้องกันเชื้อโรคได้อีกทางหนึ่ง  และขณะต่อเล็บทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการควรใช้ผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันการสูดดมสารเคมีโดยตรง


สุขภาพดี...ด้วยสารพัดเห็ด

สุขภาพดี...ด้วยสารพัดเห็ด

สุขภาพดี...ด้วยสารพัดเห็ด

ศุกร์นี้มุมสุขภาพ ขอแนะนำอาหารดีๆ อีกชนิด เป็นพืชที่ชอบขึ้นตามขอนไม้ที่ชื้นแฉะอย่าง "เห็ด" หาทานได้ง่าย แถมยังมีประโยชน์มากมายเลยล่ะคะ โดยปัจจุบันเห็ดหลากชนิด อาทิ เห็ดฟาง เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ เห็ดสกุลนางรมต่างๆ เห็ดโคน เห็ดหูหนู ถูกนำมาทำเป็นอาหารสุขภาพหลากเมนู นิยมทานทั้งแบบเห็ดสด แบบบรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่ตากแห้ง นอกจากนี้วงการยาก็นำไปศึกษาวิจัยเรื่องสรรพคุณทางยา 

ที่น่าสนใจคือเคยมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า เห็ดหลายชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีโปรตีนสูง สามารถทดแทนโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ อาหารมังสวิรัติจึงนิยมใช้เห็ดเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้อีกด้วย 

เห็ดส่วนใหญ่มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ ปราศจากคลอเลสเตอรอล มีธาตุโปแตสเซียมสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดัน และยังมีสารซีลีเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็ง แถมยังอุดมด้วยวิตามินบี เฉพาะในเห็ดหอมสดจะมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม การทานเห็ดสดหรือเห็ดที่ปรุงโดยความร้อนที่ไม่สูง โดยใช้เวลาไม่นานนัก จะให้คุณค่าของสารอาหารมากกว่าเห็ดที่ปรุงสุกหรือผ่านความร้อนนานๆ นะคะ เว้นแต่ในส่วนดอกสดของเห็ดจะมีวิตามินซีมากจึงไม่ควรกินสด ควรทำให้สุกเสียก่อน เนื่องจากมีสารบางอย่างจะไปยับยั้งการดูดซึมของอาหารในระบบย่อยอาหาร

คุณสมบัติของเห็ดจะเหมือนกับถั่ว ซึ่งมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย ส่วนรสชาติเมื่อทำให้สุกจะคล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์ แต่จะย่อยง่ายกว่า นอกจากนี้เห็ดยังให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยซึ่งช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย เห็ดบางชนิดอย่างเช่นเห็ดหอมแห้งที่แช่น้ำก่อนนำมาปรุงอาหารจะมีปริมาณเส้นใยสูงเทียบเท่าผักที่มีเส้นใยมาก และยังมีปริมาณไขมันที่ต่ำ

เห็ดยังถือเป็นทั้งอาหารและยาในเวลาเดียวกัน เพราะมีซีลีเนียม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ลดเสี่ยงเกิดมะเร็ง และโรคสำหรับผู้สูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มีโพแทสเซียม เป็นสารที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ มีวิตามินบีรวม ไรโบฟลาวิน ช่วยบำรุงผิวพรรณและการมองเห็น ไนอะซิน ควบคุมการทำงานระบบย่อยอาหารและระบบประสาท แต่เห็ดมีโซเดียมต่ำ

เรามาดูสรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิดกันบ้างดีกว่าค่ะ
เห็ดหอม ลดไขมันในเส้นเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน โซเดียมต่ำเหมาะสำหรับคนป่วยโรคไต ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

เห็ดหูหนู เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรต เพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวส่งผลให้ภูมิต้านทานดี ช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง บำรุงสมอง หัวใจ ปอด กระเพาะ ตับ แพทย์แผนจีนใช้บำรุงไต ลดไข้ กระตุ้นการทำงานของลำไส้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ต้มกับน้ำตาลกรวดจิบแก้ไอ

เห็ดเข็มทอง ถ้าทานเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับ กระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่เยื่อบุช่องท้อง ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญเบต้ากลูแคน ช่วยต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้เสริมการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังสามารถรักษาโรคในระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ อย่างระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร ระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการไอ แก้ปอดอักเสบ ภูมิแพ้ และระบบการไหลเวียนของเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ลดคลอเลสเตอรอล

ส่วนเห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางรม เห็ดภูฎาน ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดน้ำตาลในเลือด ปรับสภาพความดันโลหิต ลดการอักเสบ ยังยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย เห็ดหูหนูขาว ช่วยบำรุงปอดและไต เห็ดฟาง ลดความดันโลหิต เร่งการสมานแผล บำรุงกำลัง บำรุงตับ แก้ช้ำใน เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง แก้ช้ำใน และเห็ดโคน บำรุงร่างกาย ทำให้แช่มชื่น กระจายโลหิต ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้

ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาสารสำคัญในเห็ด โดยเฉพาะสารจำพวกโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) ผู้วิจัยพบมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญของเอชไอวี ไวรัส เพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยืดอายุผู้ป่วยโรคมะเร็ง ยังยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอก และลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ทดลองอีกด้วยค่ะ

อย่างไรก็ดี ยังมีเห็ดบางประเภทที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือที่เรียกว่า เห็ดพิษ ซึ่งสวนใหญ่เจริญในป่า ดังนั้นวิธีการง่ายๆ ที่เราจะหลีกเลี่ยงอันตรายจากเห็ดพิษ คือ ไม่นำเห็ดที่ไม่รู้จัก เห็ดที่ถูกเก็บมาจากป่า มาปรุงอาหารทานเด็ดขาด

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านที่รักสุขภาพคงได้ทำความรู้จักกับเห็ดกันมากขึ้นจนอยากจะหาเมนูเห็ดมาทานกันในมื้อถัดๆ ไปกันแล้วใช่ไหมค่ะ อย่าลืมนะคะว่า เลือกทานเฉพาะเห็ดที่เราคุ้นเคย แค่นี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดีจากสารอาหารที่มีอยู่ในเห็ดกันแล้วล่ะคะ


ช็อคโกแลต ทานอย่างไรให้สุขภาพดี

ช็อคโกแลต ทานอย่างไรให้สุขภาพดี

ช็อคโกแลต ทานอย่างไรให้สุขภาพดี

ช่วงเดือนแห่งความรักเวียนมาถึงทั้งที หลายๆ คนคงหนีไม่พ้นที่จะต้องหยิบ "ช็อคโกแลต" เข้าปากกันเป็นแน่ใช่ไหมค่ะ มุมสุขภาพสำหรับวันศุกร์นี้ ขอไม่ตกเทรนด์ด้วยการนำสาระดีๆ จากการทานช็อคโกแลตให้ได้ประโยชน์มาฝากกันค่ะ

ช็อคโกแลต นอกจากจะเป็นของหวานยอดนิยมตลอดปีไม่มีตกยุคแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายสำนักต่างสนใจค้นหาประโยชน์ของช็อคโกแลต และพบว่า ในขนมหวานสีน้ำตาลดำชนิดนี้มีคุณค่านานาแฝงอยู่ สารสำคัญที่พบในช็อคโกแลตมีหลายชนิด แต่หลักๆ ที่สำคัญและมีประโยชน์มาก คือ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่มากมายในเมล็ดโกโก้ จึงเป็นยาวิเศษขนานหนึ่งที่ทำให้คนที่กินช็อคโกแลตอยู่ห่างไกลจากโรคหัวใจและมะเร็งได้

ศาสตราจารย์โรเจอร์ คอร์เดอร์ นักวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยลอนดอน วิจัยแล้วพบว่า ในช็อคโกแลตดำมีสารโกโก้ฟาโวนอยด์ สูงกว่าช็อคโกแลตอื่นๆ สารนี้ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้แข็งแรง ป้องกันเลือดจับตัวกันเป็นลิ่ม ลดเสี่ยงเส้นเลือดในสมองอุดตัน ความดันโลหิตสูง และหัวใจวาย นอกจากนี้ในช็อคโกแลตยังอุดมด้วย "กรดอะมิโนทริปโตแฟน" ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข "เซโรโทนิน" ออกมาละลายความตึงเครียดและแทนที่ด้วยความรู้สึกสุขสดชื่น

งานวิจัยของศาสตราจารย์คาร์ล คีน  และคณะจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ทดลองให้อาสาสมัคร 30 คน ดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด ได้แก่ น้ำ, โก้โก้ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน โดยดื่มครั้งละ 1 ชนิด ในช่วงเวลาต่างกันตามที่กำหนด และต้องเจาะเลือดออกมาตรวจทุกครั้งทั้งก่อนและหลังดื่ม พบว่า ทุกครั้งหลังจากดื่มโกโก้ เกล็ดเลือดของอาสาสมัครทุกคนจับตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนน้อยกว่าเมื่อดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนชนิดอื่น แสดงว่าโกโก้สามารถป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มจนทำให้เส้นเลือดตีบตัน จึงช่วยลดภาวะเส้นเลือดอุดตันและสดความเสี่ยงหัวใจวายกะทันหันได้

ส่วน ดร.ไบรอัน เราเดนบุช จากมหาวิทยาลัยวีลลิง เยซูอิต สหรัฐฯ เผยความลับของช็อคโกแลตว่า เป็นแหล่งของสารกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทุกครั้งที่กินเข้าไป เช่น ทีโอโบรมีน, ฟีนีไทลามีน, และคาเฟอีน ดร.เราเดนบุช ทดลองใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์วัดการสั่งงานของสมองและทดสอบปฏิกิริยาต่างๆ ของอาสาสมัครที่กินช็อคโกแลตดำ, ช็อคโกแลตนม เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินอะไรเลย ก็พบว่า กลุ่มที่กินช็อคโกแลตมีปฏิกิริยาตอบสนองดีกว่า โดยเฉพาะกลุ่มที่กินช็อคโกแลตนมจะตอบสนองในส่วนของความจำได้ดีกว่ากลุ่มอื่น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของช็อคโกแลต แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจจนโหมกินช็อคโกแลตมากไปกว่าข้าวเด็ดขาดนะคะ เพราะช็อคโกแลตที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะถูกหรือแพง ล้วนมีไขมันและน้ำตาลเป็นตัวชูโรงร่วมกันกับโกโก้ หากบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัด มีหวังประโยชน์ของช็อคโกแลตคงจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นโทษเสียมากกว่า เพราะไขมันและน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มความอร่อยอาจกลายเป็นส่วนเกินเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

ทั้งนี้ทีมนักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้ทดลองให้กลุ่มบุคคลที่แข็งแรงแต่สูบบุหรี่ กินช็อคโกแลตต่างชนิดกันเป็นประจำทุกวัน วันละ 40 กรัม ติดต่อกันในระยะเวลาที่กำหนด และควบคุมไม่ให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งอาหารอื่นๆ เลย กลุ่มบุคคลเหล่านี้ล้วนเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน แต่ภายหลังการทดลองทีมวิจัยพบว่า กลุ่มที่กินช็อคโกแลตดำ ซึ่งมีเนื้อโกโก้อยู่ 74% มีระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้นและดีกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนกลุ่มที่กินช็อคโกแลตขาวกลับไม่มีผลอันใดเลย พวกเขาจึงสรุปว่า กินช็อคโกแลตดำวันละนิดช่วยให้จิตผ่องใสและห่างไกลจากโรคภัยได้นะคะ

ดังนั้น หากจะกินช็อคโกแลตแล้วให้ได้ประโยชน์มากกว่าโทษ ก็ควรจะเลือกช็อคโกแลตที่มีส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลต่ำแต่มีปริมาณโกโก้สูง นัยหนึ่งก็หมายถึง "ช็อคโกแลตดำ" นั่นเองล่ะ
แม้ว่าในช็อคโกแลตจะอุดมไปด้วยไขมัน แต่ 2 ใน 3 ของไขมันที่มีอยู่ในช็อคโกแลต เป็นไขมันอิ่มตัวที่เรียกว่า สเตีย และไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเลอิก ซึ่งจะไม่ไปช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดเลว ในกระแสเลือด ฉะนั้นจึงหมดห่วงไปได้อีกเปราะหนึ่ง
อย่าลืมนะคะว่า แม้เราจะรู้ว่าอะไรแล้วดี แต่ก็ไม่ควรทานมากอย่างสุดโต่ง เนื่องจากอะไรที่เกินพอดีจะกลับกลายเป็นผลร้าย และอาจเสี่ยงสะสมสารอันตราย ดังนั้น เดินทางสายกลางไว้


แตงกวาเครื่องสำอางในฝัน

แตงกวาเครื่องสำอางในฝัน



แตงกวาเครื่องสำอางในฝัน

แตงกวาเป็นผักคู่ครัว คู่ข้าวผัด และคู่กับหน้าขาวๆ ของสาวๆ ทั่วโลก เชื่อกันว่าแตงป่าที่ก้นหุบเขาหิมาลัย คือ บรรพบุรุษของเจ้าแตงทั้งหลาย ที่แพร่หลายอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ มีหลักฐานการนำมาปลูกเป็นผักในอินเดีย และในอียิปต์ ตั้งแต่เมื่อ 4000 มาแล้ว เป็นที่รู้จักกันมากว่า นอกจากการกินเป็นผักแล้ว การใช้เนื้อผลแตงกวาเป็นยาทางผิวหนัง และเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี เช่น การรักษาผิวหน้าให้อ่อนเยาว์ ลบรอยเหี่ยวย่น ลบรอยแผลเป็น แก้สิว วิธีใช้ส่วนใหญ่ก็จะหั่นแตงกวาเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วแปะทิ้งไว้พอกหน้า 

การใช้แตงกวาของสาว ๆ ในยุคนั้น จะไม่ใช่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว เพราะพบว่าในแตงกวามีสารที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้า ทั้งวิตามิน เกลือแร่ อมิโนแอซิด ซึ่งมีสรรพคุณตั้งแตjช่วยให้ผิวหนังอ่อนนุ่มชุ่มชื้น จากการที่แตงกวามีสารกลูซิด อมิโนแอซิด และเกลือแร่ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม คืนความชุ่มชื้นตามธรรมชาติให้กับผิวหน้า นอกจากนี้แล้ว แตงกวายังสารซิสติน (cystin) และเมธิโอนิน (methionin) ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นนี่แหละสำคัญนัก คือ ถ้ายืดแล้วยืดเลยนี่สิยุ่ง เพราะมันกลายเป็นย่น ดังนั้นจึงมีการใช้แตงกวาลบรอยเหี่ยวย่นมาแต่โบราณกาล 

แตงกวา ยังเป็นเครื่องสำอางที่แปลก คือ ช่วยทำให้หน้าชุ่มชื้น แต่ไม่ทำให้หน้ามัน ทั้งยังมีฤทธิ์กระชับรูขุมขนทำให้ผิวนวนเนียน ลดการเกิดสิว ทั้งยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อน ๆ แตงกวาจึงเหมาะจะเป็นเครื่องสำอางพอกหน้าของคนเป็นสิว 
ปัจจุบันบริษัทเครืองสำอางทั่วโลก  ใช้สารสกัดแตงกวาใส่ในครีมต่าง ๆ เช่น ครีมกันแดด ครีมลบรอบเหี่ยวย่น ครีมเพิ่มความชุ่มชื้น ครีมรักษาผิวมัน ครีมลบจุดด่างดำบนใบหน้า นอกจากนี้ยังผสมใส่ในแชมพู และโลชั่นต่าง ๆ ความเข้มของสารสกัดที่ใช้เครื่องสำอางเหล่านั้นอยู่ระหว่าง 1-10% จะว่าไปแล้ว บ้านเรามีแตงกวาอยู่ในครัวอยู่แล้ว หากไม่รู้จักใช้ประโยชน์ก็น่าเสียดาย เพียงเราหั่นแตงกวาตามขวางมาพอกหน้าไว้สักพัก หรือนำแตงกวาปลอกเปลือกแล้ว นำไปปั่นในเครื่องปั่นคั้นเอาแต่น้ำมาทาหน้า น้ำแตงกวาที่ว่านี้ใช้สด ๆ ดีที่สุดแต่ก็สามารถเก็บไว้ใช้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2 วัน แต่ถ้าต้องการเก็บไว้นาน ๆ ก็นำแตงกวา 4 ส่วน กลีเซอรีน 3 ส่วน น้ำ 1 ส่วน ปั้นเข้าด้วยกัน จากนั้นกรองผ่านผ้าขาวบางนำน้ำที่กรองได้ เก็บไว้ใช้ได้ประมาณ 1 ปี แต่ควรจะเก็บในที่เย็น เพราะสารในแตงกวาที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้าไม่ทนความร้อน
ส่วนท่านที่ต้องการที่จะทำครีมแตงกวาใช้เอง ก็หาครีมหรือโลชั่นแตงกวาที่ใช้กันอยู่แล้ว นำมาเติมแตงกวาในกลีเซอร์รีนสัก 2-4 ช้อนชาต่อ 100 กรัมคนให้เข้ากันเก็บไว้ใช้เป็นครีมแตงกวาทาผิว ปัจจุบันในเมืองไทยมีการนำสารสกัดแตงกวา มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่หลากหลาย นับเป็นสิ่งดีที่ในสังคมของเรา เริ่มที่จะมาคิดค้น พัฒนา สร้างสรรค์จากสิ่งที่เรามี ไม่ใช่เอาแต่ซื้อ ๆ และการซื้อของคนในบ้านเรานั้นบางครั้งก็จำเป็น บางครั้งก็ไม่จำเป็น การซื้อที่แพงและไม่จำเป็นก็คงเป็นการซื้อยี่ห้อ เครื่องสำอางสูตรเดียวกัน ต้นทุนเท่ากันราคาอาจจะแตกต่างกันเป็นสิบเท่า และถ้าผู้บริโภคทราบราคาต้นทุนวัตถุดิบของเครื่องสำอางต่าง ๆ แล้วจะตกใจว่าจริง ๆ แล้วเราจ่ายเป็นค่าความมั่นใจแพงจริง ๆ แต่บางทีเราก็ไม่สามารถจะเลี่ยงได้ ก็ขอให้คิดถึงของไทย ๆ เลือกของที่คนไทยทำ ในยามที่ชาติเกิดวิกฤติเช่นนี้ การปอกแตงกวาปั่นคั้นออกมาเป็นน้ำ ปรุงแต่งให้สาวไทยใช้ได้อย่างคงความเป็นแตงกวาเอาไว้ เป็นกิจกรรมที่น่าชมเชยอย่างหนึ่ง ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ทำครีมแตงกวาออกมาในระดับที่พอจะแข่งกับของนอกได้แต่ในราคาที่แตกต่างกันลิบลับ และก็น่าชมเชยอีกหลาย ๆ แห่งที่ที่ได้มีความพยายามเช่นนี้เช่นกัน
การผลิตสิ่งที่ไทยมีเพื่อที่จะให้คนไทยใช้นั้น น่าจะเป็นวัตถุประสงค์ต้น ๆ ของการพัฒนาใด ๆ ในสังคมเรา การทำครีมแตงกวา ต้องจากสารสกัดแตงกวาที่ปลูกในประเทศไทย ไม่ใช่ต้องใช้แต่สารสกัดแตงกวา ที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เจ้าสารสกัดแตงกวานี้เดินทางมาค่อนโลกแล้ว ค่อยนำมาผลิตในบ้านเรา แค่ค่าเดินทางของสารสกัดก็แพงโขแล้ว กว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์เรา ก็ต้องจ่ายอีกมากทีเดียว ทำไมเราไม่ใช้อะไรที่สดกว่า ถูกกว่า ก็ปั่นแตงกวาใช้เองดีที่สุด 


กินต้องเลือกเพื่อเหงือกเเละฟัน

กินต้องเลือกเพื่อเหงือกเเละฟัน

กินต้องเลือกเพื่อเหงือกเเละฟัน

การเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เหล่า มีผลต่อการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ในมุมกลับกัน การกินไม่เลือก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ การได้สารอาหารครบมีความจำเป็นต่อสุขภาพฟันและเหงือก เราพบว่าถ้าขาดอาหารโรคเหงือกอักเสบจะลุกลามเร็วมาก แรงต้านทานต่อการอักเสบจะลดน้อยลง สารอาหารที่เพียงพอจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของฟันในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารครบทุกหมู่เหล่าที่มีผลต่อการสร้างฟัน โดยเฉพาะธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และ ฟลูออไรด์ โปรตีน วิตามิน ต่างๆ จริงๆ แล้วฟันของเด็กเริ่มเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ อาหารที่คุณแม่ทานย่อมมีผลต่อฟันลูกอย่างแน่นอน 

อาหารทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ 
อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก โดยมีการบดเคี้ยวสัมผัสกับเหงือกเป็นด่านแรก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย 

อาหารที่ช่วยส่งเสริมทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ 

• น้ำตาล ที่ใช้ในการปรุงอาหาร ขนม น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลที่อยู่ในนม น้ำตาลที่ผสมในอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด น้ำผึ้งที่ผสมในขนม น้ำตาลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดรับประทานทั้งหมด เพราะร่างกายยังต้องการสารอาหาร ที่มีในนม ผลไม้ ผัก

• แป้ง เป็นอาหารที่ทำให้เกิดพลังงาน (มีอยู่ใน ข้าว ขนมปัง ขนม ฯลฯ) ในมุมกลับกันก็ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายเช่นกัน 

กินต้องเลือก เพื่อให้สุขภาพฟันดีเราต้องปรับวิธีการกิน และรูปแบบการกินเสียใหม่ ผมขอแนะนำว่า 

• ลดการทานอาหารระหว่างมื้อ ยิ่งกินบ่อย เพิ่มความถี่ในการกิน จำนวนกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย ก็มีโอกาสสัมผัสกับผิวฟันมากขึ้น ฟันผุ เหงือกอักเสบง่ายขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ในเด็กที่หลับคาขวดนม มักจะมีฟันผุทั้งปากก่อนฟันแท้ขึ้น หรือคนที่ทานอาหารว่างอยู่เรื่อย จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบมากกว่าคนที่ทานอาหารตามมื้อ 

• ลดทานอาหารหวานเหนียวๆ ติดฟันง่าย เช่น ท้อฟฟี่ น้ำเชื่อมที่มากับขนม น้ำอัดลม อาหารพวกแป้งที่แปรรูป เช่น ขนมปังกรอบ อาหารหวานสำเร็จรูปบางอย่าง เราควรดูฉลากเพื่อตรวจปริมาณน้ำตาล คงต้องเลือกและลดเสีย ไม่ควรทานบ่อยๆ เลือกทานผลไม้เป็นอาหารว่างแทนขนม สุขภาพฟันดี อย่าลืม กินต้องเลือก และแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ยาสีฟันที่มีฟูลออไรด์ ป้องกันฟันผุ ใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดตามซอกฟัน พบทันตแพทย์ ปี 2 ครั้ง 

ถ้าคุณระวังเรื่องอาหารสักหน่อย และทำความสำอาดทุกครั้งหลงรับประทานเป็นประจำ เชื่อแน่ว่าคุณจะมีสุขภาพฟัน และเหงือกดีตลอดไป


สพฉ.เตือน ระวังเป็นโรคลมแดดหน้าร้อน

สพฉ.เตือน ระวังเป็นโรคลมแดดหน้าร้อน

สพฉ.เตือน ระวังเป็นโรคลมแดดหน้าร้อน

แพทย์ ระบุ อากาศร้อนจัดความเสี่ยงยิ่งมาก แนะประชาชนสังเกต 4 อาการเบื้องต้น เหงื่อไม่ออก ตัวร้อนขึ้น หายใจติดขัดอาเจียน วิงเวียนศีรษะ ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน ชี้ดื่มน้ำมาก ๆ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคได้
สืบเนื่องจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้ ทำให้การปรับตัวในการรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงของประชาชนในหลายพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จึงได้จัดทำคำเตือนและแนะนำให้ประชาชนรับมือกับโรคที่อาจเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้
โดย นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สพฉ.กล่าวว่า สภาพอากาศของประเทศไทยในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งร้อน สลับหนาวหรือบางวันก็มีฝนตก จึงทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ไม่สามารถปรับตัวรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้ได้
โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจัดอาจจะทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือการเป็นลมจากอากาศร้อน (โรคฮีทสโตรก) ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้ทันกับการที่ต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดอบอ้าว และไม่มีอากาศถ่ายเท รวมถึงการออกกำลังกายในที่ร้อนจัดมาก ๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ด้วย ซึ่งอากาศร้อนในลักษณะนี้นั้นจะทำให้เส้นเลือดส่วนปลายขยายตัวมาก และทำให้ความดันโลหิตต่ำลง จนทำให้เกิดอาการวิงเวียนหน้ามืดและเป็นลมได้
นพ.อนุชา กล่าวอีกว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้กับคนที่ร่างกายแข็งแรง ซึ่งคนที่เป็นลมแดดนั้นสมองจะไม่ทำงาน รวมถึงไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และอุณหภูมิในร่างกายได้ โดยคนที่เป็นลมแดดนั้นอุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูงกว่าปกติถึง 40 องศา ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสในการเสียชีวิตสูงหากพบแพทย์ไม่ทันท่วงที
ทั้งนี้ ประชาชนต้องเฝ้าสังเกตอาการของตนเองด้วยว่ากำลังจะเป็นโรคลมแดดหรือไม่ โดยอาการเบื้องต้นของโรคนี้คือ
           1. ไม่มีเหงื่อออก 
           2. กระหายน้ำมาก
           3. ตัวร้อนขึ้นเรื่อย ๆ 
           4. วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็วอาเจียน 
หากเกิดอาการดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดพักทันทีและรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อนำตัวพบแพทย์ทันที
"สำหรับวิธีในการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดด คือ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และหากท่านต้องทำงานหรือปฏิบัติภารกิจภายใต้อากาศที่ร้อนจัด จะต้องดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ1ลิตร และควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี อาทิ ผ้าฝ้าย พร้อมกับหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดแรง ๆ ด้วย" เลขาธิการ สพฉ. กล่าว 



ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน

ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน

ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน

ทุกคนย่อมอยากมีสายตาที่มองเห็นแจ่มชัดไปจนตลอดอายุขัย แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง สายตาเริ่มขุ่นมัวไปตามอายุ การดูแลสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพแข็งแรงและใช้งานได้อย่างปกตินานที่สุด ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยสูงอายุ ดังนี้
       
       วัยเด็ก 
       
       - สำหรับเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย และต้องอยู่ในตู้อบให้ออกซิเจน จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินโรคเส้นเลือดเติบโตผิดปกติที่จอประสาทตา (Retinopathy of prematurity : ROP) ซึ่งหากเกิดขึ้น ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด ไม่เช่นนั้น อาจมีภาวะแทรกซ้อนจนถึงตาบอดได้
       
       - เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป ถ้าหากยังไม่มองหน้าแม่ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น ต้องได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
       
       - เด็กในวัยเข้าเรียน ที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบตาบ่อย อาจมีปัญหาทางสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสาเหตุอื่น สมควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
       
       วัยทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
       
       - ควรพักสายตาโดยมองไกลประมาณ 5 - 10 นาที ต่อการทำงานคอมพิวเตอร์ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการเพ่งของสายตาจะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาและอาการตาแห้งได้
       
       - ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมาก เพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์ เช่น ไม่ควรวางจอคอมพิวเตอร์ของเราหันหลังให้กับหน้าต่าง
       
       - ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย หรืออย่างน้อยไม่ควรอยู่ต่ำกว่าจอแสดงผล
       
       - ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา ให้กระพริบตาบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะ ๆ ถ้ายังมีอาการมาก การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้
       
       - ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา อาจทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้ การใส่แว่นตาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาได้
วัยผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป
       
       - ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาต้อหิน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้ และภาวะตาบอดจากต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้
       
       - ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ควรตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี
       
       - ต้อกระจก พบได้ตั้งแต่อายุ 50 - 60 ปีขึ้นไป รักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ทำให้การมองเห็นกลับมาใกล้เคียงหรือเหมือนปกติได้
       
       - โรคจุดรับภาพเสื่อม ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ ๆ เช่น การฉีดยาชะลอการเกิดใหม่ของเส้นเลือด การตรวจพบโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ดีกว่าเดิมมาก
       
       ข้อควรปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตาให้ดี
       
       - หมั่นตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์ ในเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วง 3 - 5 ปีก่อนเข้าโรงเรียน และรับการตรวจเป็นประจำเมื่อมีปัญหาเรื่องสายตา ผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง ส่วนในผู้ที่มีความเสี่ยงเฉพาะโรคตา เช่น โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้นตามแพทย์นัด
       
       - สวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดด หรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก จอรับภาพเสื่อม
       
       - สวมแว่นป้องกันการกระแทกที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ ผู้เล่นกีฬา
       
       - รับประทานอาหารที่มีคุณค่าช่วยบำรุงสายตาเป็นประจำ ได้แก่ กลุ่มที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) จำพวกอาหารเสริม และวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามิน C, E, เบต้าแคโรทีน, สังกะสี, ไบโอฟลาโวนอยด์ สาร Lutein และ Zeaxanthin ที่พบมากในผักใบเขียว จะช่วยป้องกันโรคจอตาเสื่อม ต้อกระจกได้กรดไขมันชนิด Omega-3 จะช่วยรักษาอาการตาแห้ง พบมากในปลาทะเลบางชนิด เช่น แซลมอน แมคเคอเรล เป็นต้น


กระแอมบ่อยเสียสุขภาพ!

กระแอมบ่อยเสียสุขภาพ!

กระแอมบ่อยเสียสุขภาพ!

คนเราจะมีเสมหะหรือรู้สึกระคายเคืองลำคอก็ต่อเมื่อกำลังถูกโรคหวัดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเล่นงาน บ้างก็เกิดเพราะอาการภูมิแพ้กำเริบหลังไปเจอสิ่งกระตุ้น เช่น ละอองเกสร และแม้แต่ความเครียดก็ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเสมหะ เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนจึงรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งกีดขวางหรือติดอยู่ในลำคอ จนต้องพยายามกระแอมหรือขากเสมหะออกมา

ล่าสุด การศึกษาถึงเรื่องการกระแอมโดย ดร.ไบรอัน รอตส์คอฟฟ์ ประจำศูนย์ภูมิแพ้ในชิคาโก ชี้ถึงบางคนที่ไม่ได้มีเสมหะเพราะภาวะสุขภาพข้างต้น แต่มักจะรู้สึกว่าในลำคอมีเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมติดขวางอยู่จนต้องกระแอมเอาออกมา ผลสุดท้ายกลายเป็นพฤติกรรมชอบกระแอมเกินความจำเป็น รั้งแต่จะเสียสุขภาพ

ผลจากพฤติกรรมกระแอมอย่างที่กล่าวนั้น ดร.ไบรอัน บอกว่า การกระแอมพร่ำเพรื่อ ส่งผลเสียต่อลำคอ โดยทำให้เกิดการระคายเคือง รวมทั้งเส้นเสียง และทางเดินหายใจ ถ้าทำไปนานๆ เสียงจะเปลี่ยนไป แถมยังเป็นพฤติกรรมที่ก่อวงจรเชื้อโรคให้วนเวียนอยู่ภายในร่างกาย 

อย่างไรก็ตาม ดร.ไบรอันเชื่อว่า พฤติกรรมกระแอมบ่อยเกินเหตุคงจะคล้ายกับการนอนกรน คนรอบข้างที่ทนได้ ก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่ก็อาจมีบางคนรู้สึกรำคาญหรือทนไม่ได้กับพฤติกรรมเช่นนี้ ดังนั้น เขาจึงแนะนำให้คนที่พบว่าติดนิสัยชอบกระแอมทุกวันทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรมากมาย ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ นอกจากนี้ ขอย้ำว่า อย่ากระแอมเพื่อขับเสมหะออกมาบ่อยเกินควร เพราะยิ่งทำ เสมหะก็มักจะยิ่งเพิ่มขึ้นนั่นเอง


ปวดฟันแก้ด้วยสมุนไพร

ปวดฟันแก้ด้วยสมุนไพร

ปวดฟันแก้ด้วยสมุนไพร

ปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่หลายคนต้องเจอ คืออาการปวดฟัน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาจเพราะฟันผุ ฟันคุด เหงือกอักเสบ หรือฟันร้าว ฟันแตก

ถ้าลองไปถามถึงวิธีบรรเทาอาการปวดฟันในเบื้องต้นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะรีบไปทำความสะอาดฟัน ด้วยการแปรงฟันและกลั้วปากเบาๆ ถ้ายังไม่ทุเลาก็จะกินยาแก้ปวดสกัดอาการเอาไว้ แต่หากทำทั้งหมดแล้วยังไม่หาย หรือเป็นๆ หายๆ จึงจะตัดสินใจไปพบทันตแพทย์

นอกเหนือจากวิธีบรรเทาปวดฟันข้างต้นแล้ว รู้หรือไม่ว่ายังสามารถใช้สมุนไพรเข้าช่วยได้เช่นกัน โดยเฉพาะกานพลู ที่ถือเป็นเครื่องเทศยอดฮิตสำหรับการทำอาหารอินเดีย สรรพคุณทางยาในแง่ที่ใช้สยบอาการปวดฟันนั้น คนเก่าคนแก่จะนำกานพลูส่วนดอกตูมแบบแห้งที่ยังมีขั้วดอกติดอยู่ด้วย อมใส่ปากใกล้ๆ กับบริเวณที่ปวด บ้างก็นำไปตำพอแหลกก่อนผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย นำสำลีมาชุบแล้วจับไปอุดตรงจุดปวด

อย่างไรก็ตาม มีการพัฒนาให้ใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยนำดอกกานพลูสกัดเป็นน้ำมันพร้อมใช้ทาแก้ปวด ถือเป็นการดึงเอาสารยูจีนอล (Eugenol) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ ช่วยให้เกิดความรู้สึกชาแทนที่อาการปวดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้สามารถออกฤทธิ์อยู่ราว 90 นาที

ใครกำลังปวดฟัน ลองใช้กานพลูช่วยบรรเทาดูสิ แต่ถ้าใช้แล้วยังไม่หาย แนะพบทันตแพทย์จะดีกว่า.



หิวกลางดึก กินอะไรไม่ทำลายสุขภาพ?

หิวกลางดึก กินอะไรไม่ทำลายสุขภาพ?

หิวกลางดึก กินอะไรไม่ทำลายสุขภาพ?

หลายต่อหลายคนคงเคยมีอาการท้องร้องยามดึก หิวจนนอนไม่หลับ บางคนอดใจไม่ไหว ต้องไปหาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชามใหญ่ บ้างก็ไปหาของในตู้เย็น หรือแม้แต่ลงทุนขับรถออกไปหาก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่หรือข้าวมันไก่มาทานให้หายหิวกลางดึก!

หากทำอย่างที่ว่าบ่อยๆ ขอเตือนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่ๆ แล้วจะเลือกทานอะไรให้หลับสบายในยามดึกบ้าง และไม่กระเทือนสุขภาพล่ะ มุมสุขภาพศุกร์นี้มีคำตอบ...

ผู้เขียนเชื่อว่า หลายคนทราบถึงหลักการทานอาหารมื้อเย็นที่ไม่ทำให้เสียสุขภาพ คือ การทานอาหารก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันน้ำหนักส่วนเกิน ป้องกันโรคกรดไหลย้อน และช่วยให้หลับดี แต่ถ้ารู้สึกหิวกลางดึกขึ้นมา คุณหมอด้านการควบคุมน้ำหนัก และนักโภชนาการแนะนำว่า อาหารกลุ่มที่เราควรเลือกทาน ในช่วงเวลาคับขันนี้ ควรจะเป็นอาหารเบาๆ ในปริมาณไม่มาก ไม่มีแป้ง และไขมันสูง เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย หรือ นมไขมัน 0% แอปเปิ้ล หรือผลไม้น้ำตาลน้อย 4 – 5 ชิ้น หรือถั่ว ซัก 15 เม็ด อาหารเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการหิวได้ และไม่ส่งผลมากมายต่อน้ำหนักของผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักนะคะ
ส่วนใครที่อยากสบายท้อง แถมยังหลับสบายได้อีกด้วย ผู้เขียนขอแนะนำให้ทานอาหารที่มีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) ค่ะ โดยสารนี้เป็นกรดอะมิโนจำเป็นธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อให้สมองสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่า "เมลาโธนิน" (Melatonin) หรือมีฉายาว่า ฮอร์โมนแห่งความมืด ซึ่งช่วยควบคุมการนอนหลับ และทำให้เราหลับสบาย

โดยปกติกรดอะมิโนตัวนี้จะทำงานตามลำพังไม่ได้ ต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับกรดอะมิโนตัวอื่นๆ และจะต้องมีวิตามิน เกลือแร่ เช่น วิตามินบี 6 ไนอะซิน และแมกนีเซียม เข้าร่วมทำปฏิกิริยา จึงจะทำให้เกิดการสร้างสารเมลาโธนินขึ้นมา สำหรับอาหารที่มีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าทริปโตแฟนอยู่นั้น ได้แก่ กล้วย นม นมถั่วเหลือง ถั่วลิสง เมล็ดงา ปลา และอาหารที่มีโปรตีนสูง

นอกจากทริปโตแฟนจะมีผลโดยตรงที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ทริปโตแฟนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลายเรื่อง เช่น ช่วยลดความไวต่อความเจ็บปวด, เป็นสารต้านการซึมเศร้าโดยไม่ต้องใช้ยา, บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยลดความกังวลและความเครียด, ช่วยบรรเทาอาการสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากแอลกอฮอล์ และช่วยควบคุมอาการของโรคพิษสุราเรื้อรังอีกด้วย

ดังนั้นถ้าเราอยากอิ่มท้อง นอนหลับสบาย และไม่อ้วน นมพร่องมันเนย หรือนมไขมัน 0% โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมถั่วเหลืองผสมงาดำ ซักกล่อง หรือกล้วยลูกเล็กสักลูกน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี

ได้รู้จักทั้งเจ้ากรดอะมิโนทริปโตแฟน ตัวช่วยสร้างฮอร์โมนแห่งรัตติกาลแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองและคนที่เรารักยามที่หิวกลางดึกด้วยอาหารที่มีสารดังกล่าว เพื่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดี และเตือนกันเสมอค่ะว่า You are what you eat อยากมีสุขภาพดี ก็เริ่มที่การเลือกทานอาหารดีๆ ให้ร่างกายกันนะคะ.



วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถ้วย จาน ชามพลาสติกด้อยคุณภาพเสี่ยงได้รับสารก่อมะเร็ง

ถ้วย จาน ชามพลาสติกด้อยคุณภาพเสี่ยงได้รับสารก่อมะเร็ง

ถ้วย จาน ชามพลาสติกด้อยคุณภาพเสี่ยงได้รับสารก่อมะเร็ง

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขสำรวจความปลอดภัยของภาชนะใส่อาหารประเภทถ้วย จาน ชามพลาสติกที่จำหน่ายตามตลาดนัด หาบเร่ แผงลอย ร้านค้าส่งและปลีกราคาต่อหน่วย 5-29 บาท ตรวจพบสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ชี้สารดังกล่าวแพร่กระจายออกมาได้ตามอุณหภูมิการใช้งานยิ่งอุณหภูมิสูงยิ่งออกมามาก โดยเฉพาะอาหารที่มีความเป็นกรดและความร้อนสูง เผยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุม รวมทั้งไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัย แนะผู้บริโภคเลือกซื้อภาชนะประเภทนี้ที่ผ่านการตรวจหรือมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ฉลากรายละเอียดชนิดวัสดุ ข้อกำหนดการใช้งาน และแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้

       กล่าวเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังความปลอดภัยจากการใช้ภาชนะใส่อาหารประเภทถ้วย จาน ชามราคาถูกที่ทำด้วยพลาสติก รูปแบบ สีสันสวยงาม มีวางจำหน่ายทั่วไป ตามตลาดนัด หาบเร่แผงลอย แม้แต่ร้านค้าย่อยในห้างสรรพสินค้า สินค้าเหล่านี้แม้จะมีฉลาก แต่บางผลิตภัณฑ์ ไม่แจ้งชนิดของพลาสติก บอกเพียงว่าเป็นพลาสติก บางผลิตภัณฑ์แจ้งว่าเป็นเมลามีน (Melamine) มีทั้งบอกและไม่บอกแหล่งผลิต ไม่บ่งบอกสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยในการใช้บรรจุอาหารได้ อีกทั้งสินค้าราคาถูกเหล่านี้นำเข้ามาจำหน่ายจากต่างประเทศ โดยไม่มีการตรวจสอบ จึงมีความเสี่ยงในการนำไปใช้งาน เพราะเมื่อนำไปใช้ต้องมีการใส่อาหารทั้งร้อนและเย็น ซึ่งอาจทำให้มีการแพร่กระจายออกมาของสารเคมีได้ โดยเฉพาะฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง 

        ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการควบคุมภาชนะประเภทยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือเมลามีนปลอม และไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสินค้าเหล่านี้ จากการสำรวจวิจัยครั้งนี้พบว่าภาชนะที่ทำด้วยยูเรีย-ฟอร์มาลดีไฮด์ หรือเมลามีนปลอม มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีวางจำหน่ายทั่วไป ราคาถูก ตรวจพบฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งแพร่ออกมาได้ตามอุณหภูมิการใช้งาน ยิ่งใช้งานที่อุณหภูมิสูงจะมีฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาปริมาณมาก โดยเฉพาะถ้าอาหารนั้นมีความเป็นกรดและความร้อนสูง 

       ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ควรสังเกตและเลือกซื้อภาชนะถ้วย จาน พลาสติกที่มีฉลากกำกับให้รายละเอียดชนิดของวัสดุ ข้อกำหนดการใช้งาน มีแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และที่สำคัญคือภาชนะเหล่านี้ต้องที่ได้รับการรับรองหรือมีตราเครื่องหมายการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า สินค้าเหล่านั้นได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพว่าได้มาตรฐาน และควรปฏิบัติตามคำเตือนที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการได้รับสารฟอร์มาลดีไฮด์


ออกกำลังกายอย่างไรเรียกว่า “พอดี”

ออกกำลังกายอย่างไรเรียกว่า “พอดี”

ออกกำลังกายอย่างไรเรียกว่า “พอดี”

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะชวนคุณลูกไปทำกิจกรรมวิ่งจ้อกกิ้งรอบหมู่บ้านตอนเย็นๆ เต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะ ว่ายน้ำที่คลับเฮาส์ หรือจะเข้าฟิตเนส เพื่อความสนุกสนาน ร่างกายแข็งแรง แล้วยังกระชับความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวไปด้วย... แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการออกกำลังกายให้เหมาะสมพอดีกับแต่ละคน เราจะรู้ได้อย่างไรกันล่ะ??

       ยังมีใครอีกหลายๆ คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความพอดีในการออกกำลังกายอยู่ โดยคิดว่านานๆ ครั้งได้ออกกำลังกายที จึงหักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะคิดว่าจะชดเชยกับที่ห่างหายไปนาน แบบนี้เรียกว่าไม่สมดุลและกลับจะทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพมากกว่าผลดีเสียอีก เรามาดูวิธีที่ถูกต้องกันค่ะ

    ออกกำลังกายให้พอดีช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแข็งแรง
       การออกกำลังกายที่เหมาะสม ควรทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ดีกว่าออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1-2 วัน หรือนานๆ ครั้ง ครั้งละหนักๆ นานๆ การออกกำลังกายที่ถูกต้องจะมีผลดีต่อการทำงานของหัวใจและอวัยวะต่างๆ หากนานๆ ออกกำลังทีจะไม่ได้รับผลอย่างที่ควร หรือหากทิ้งช่วงการออกกำลังกายนานเกิน 3 สัปดาห์ ผลดีต่อสุขภาพที่เคยสะสมไว้ก็จะสูญไปด้วย ต้องกลับมาเริ่มต้นฮึดออกกำลังกายกันใหม่ ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย จะเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้ป้องกันโรคได้ดียิ่งขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าออกกำลังกายหนักๆ และนานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป กลับจะทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางคนคิดว่าตัวเองออกกำลังกายยิ่งหนัก แทนที่จะยิ่งแข็งแรงแต่กลับยิ่งป่วยบ่อยกว่าคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอในระดับพอเหมาะ ความพอดีนั้นมีหลักการง่ายๆ คือ ถ้าหากเราเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว ให้ต่อเวลาการออกกำลังกายไปอีกนิดแล้วค่อยๆ ลดระดับความเร็วลงก่อนหยุด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ บอกกับตัวเองว่าจะหยุดแล้วนะ!! 

    กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง
      การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำจะช่วยพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นให้แข็งแกร่ง ทำให้ออกกำลังกายได้ทนทานนานขึ้นโดยไม่เจ็บปวดง่าย แต่การออกกำลังกายหนักหักโหมครั้งเดียว หรือนานๆ ออกกำลังกายทีอาจจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าได้ง่าย เกิดการบาดเจ็บอักเสบได้ง่ายกว่า ฉะนั้นในช่วงแรกของการออกกำลังกายเราจึงควรค่อยๆ เพิ่มความเร็วหรือความหนักไปก่อน และต้องระลึกไว้เสมอว่า ก่อนและหลังออกกำลังกายทุกครั้งควรยืดเส้นยืดสาย เพื่อเป็นการเตรียมร่างกาย และเป็นการยืดคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ จะช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างและหลังการออกกำลังกายค่ะ 

    หัวใจฟิต
       หัวใจคนปกติที่แข็งแรงในช่วงเวลาออกกำลังกายจะเต้นได้สูงสุดถึง 220 ครั้งต่อนาที ขึ้นกับอายุและความหนักเบาของชนิดการออกกำลังกาย ดังนั้นอัตราเต้นของหัวใจที่พอเหมาะและให้ผลดีต่อสุขภาพเต็มที่ยามเมื่อเราออกกำลังกาย คือหัวใจเต้นเร็วขึ้นจากปกติ 70% ของอัตราเต้นสูงสุดของหัวใจตามอายุ ให้คำนวณจากสูตร (220-อายุ) x 70 % = จำนวนครั้งต่อนาที ตัวอย่างเช่น หากคุณอายุ 40 อัตราเต้นของหัวใจที่ให้ผลดีเมื่อออกกำลังกาย คือ (220-40) x 70% = 126 ครั้งต่อนาทีจะให้ผลดีเยี่ยมกับร่างกาย แต่ถ้าอัตราหัวใจเต้นมากกว่านี้ ขอบอกว่าเข้าขั้นอันตรายกรุณาชะลอการออกกำลังกายลงจะดีกว่าเพราะร่างกายกำลังทำงานหนักเกินไป

       เมื่อคุณและครอบครัวเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างพอเหมาะพอดีกันแล้ว ต้องขอบอกว่าผลที่ได้ขอให้ใจเย็นๆ ค่ะอย่างเช่น คาดหวังว่าน้ำหนักตัวต้องลดลง วิ่งได้เร็วและนานขึ้นนั้น ซึ่งการจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีชัดเจนขึ้นอาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 4 – 8 สัปดาห์นะคะ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายแต่ละคน แต่สิ่งที่สามารถเห็นได้ทันทีเมื่อออกกำลังกายจนเหนื่อยแล้วก็คือ คุณจะรู้สึกเบาสบายตัว กระฉับกระเฉงขึ้น มีพลังกายและพลังใจ หายเครียด 

      การออกกำลังกายอย่างถูกต้องจึงเท่ากับเป็นการปรับสมดุลเสริมเกราะให้ทั้งสุขภาพกายและใจกันเลยทีเดียว 


ความต่างระหว่าง "น้ำมันปลา" กับ "น้ำมันตับปลา"

ความต่างระหว่าง "น้ำมันปลา" กับ "น้ำมันตับปลา"

ความต่างระหว่าง "น้ำมันปลา" กับ "น้ำมันตับปลา"

  หลายคนคงทราบมาก่อนแล้วว่าน้ำมันปลามีกรดไมขัน โอเมก้า-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ น้ำมันปลามีอยู่ในจำพวกอาหารทะเล อาทิ ปลาอินทรีย์ ปลาทู ทูน่า หอยนางลม กุ้งฝอย เป็นต้น

      น้ำมันปลากับโรคหัวใจและหลอดเลือด
      ชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่ในแถบหมู่เกาะกรีนแลนด์มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหัวใจและข้ออักเสบต่ำ ทั้งๆ ที่กลุ่มคนเหล้านี้มีการบริโภคไขมันปลาในปริมาณสูง ภายหลังมมีการค้นพบว่าไขมันปลาที่ชาวเอสกิโมบริโภคอยู่นั้นประกอบไปด้วย โอเมก้า 3 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง และโรคความดันโลหิต

      น้ำมันปลากับการบำรุงสมอง
      เนื่องจากดีเอชเอ (DHA) เป็นส่วนประกอบหนึ่งของเนื้อเยื่อสมอง น้ำมันปลาจึงมีผลต่อหน้าที่การทำงานของสมองหรือแม้แต่การสร้างสารสื่อนำประสาทในสมอง

      น้ำมันปลากับโรครูมาตอยด์ (โรคข้ออักเสบ)
      อีพีเอ (EPA) จากโอเมก้า 3 (Omega 3) มีผลในการลดการอักเสบที่เกิดจากสารก่ออักเสบในร่างกาย ซึ่งจะพบมากในผู้ป่วยที่เป็นโรครูมาตอยด์

      น้ำมันปลา (Fish Oil) คืออะไร ?
      น้ำมันปลา คือน้ำมันที่สกัดจาก เนื้อ หัว หาง และหนังของปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น น้ำมันปลายังเป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัวที่ เรียกว่า โอเมก้า 3 (Omega 3 ) ประกอบไปด้วย อีพีเอ (EPA) และ ดีแอชเอ (DHA) ซึ่ง มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสมองและสายตา



  ต่างจากน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) อย่างไร ?   
      น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้จากตับปลาทะเล เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวพรรณ และวิตามินดี ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก หากรับประทานมากเกินขนาด อาจเกิดพิษจากการสะสมของวิตามินเอและดีซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในร่างกายส่วนที่เป็นไขมัน

      น้ำมันปลา
            1. สกัดได้จากเนื้อ หัว หางและของปลาทะเล
            2. เป็นแหล่งที่ให้กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3
            3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง

      น้ำมันตับปลา
            1. สกัดจากตับปลาทะเล
            2. เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอและดี
            3. บำรุงร่างกายทั่วไป



ทานข้าวเหนียวมะม่วงอย่างไรไม่ให้อ้วน

ทานข้าวเหนียวมะม่วงอย่างไรไม่ให้อ้วน

ทานข้าวเหนียวมะม่วงอย่างไรไม่ให้อ้วน

  ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ เมนูอาหารที่มาพร้อมกับบรรยากาศแบบนี้คงหนีไม่พ้นข้าวเหนียวมะม่วง

    เทคนิคการกิน “ข้าวเหนียวมะม่วง” ไม่เพิ่มพุง คือ 
         1. ให้หนักมะม่วงมากกว่าข้าวเหนียว
         2. ใช้ข้าวเหนียวดำเพราะมีไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์ชั้นดี
         3. มื้อใดกินข้าวเหนียวมะม่วงมื้อนั้นไม่ควรรับประทานข้าวแล้ว
         4. ให้ถือข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหารมื้อหนักมื้อหนึ่ง
         5. รับประทานทีละชุดเล็ก เช่น มะม่วงหนึ่งลูกต่อข้าวเหนียวมูนขนาดเท่ามะม่วงครึ่งลูก
         6. ขอให้รับประทานช่วงเที่ยงจะดีกว่าก่อนนอน

    ประโยชน์ของข้าวเหนียวมะม่วง
         1. กะทิในข้าวเหนียวมูนช่วยทำให้วิตามินเอและอีจากมะม่วงดูดซึมดีขึ้น
         2. เนื้อมะม่วงสุกช่วยชะชอให้น้ำตาลจากข้าวเหนียวดูดซึมช้าลง
         3. เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง
         4. มะม่วงให้ไฟเบอร์สูง
         5. ช่วยทำให้สดชื่นในผู้ที่เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารมื้อหลักไม่ค่อยได้

    โทษของข้าวเหนียวมะม่วง 
         1. เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงจึงไม่เหมาะกับผู้มีน้ำหนักเกิน
         2. แป้งข้าวเหนียวเปลี่ยนเป็นไขมัน “ไตรกลีเซอไรด์” ได้ ถ้าหนักข้าวเหนียวเกินไปทำให้เกิด “มันจุกตับ”ได้
         3. กะทิกับข้าวเหนียวมีธาตุเค็มที่เร่งความดันสูง 
         4. มะม่วงสุกหวานกับข้าวเหนียวหวานมันกระตุ้นอาการอักเสบร้อนในได้
         5. ถ้ากินร่วมกับอาหารมื้อหลักอาจทำให้นอนไม่หลับหรือรู้สึกไม่สดชื่นเพราะให้พลังงานสูงมาก